หน้าเว็บ

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รพ.สุรินทร์ เตือน ระวังไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่



ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 Influenza A (H1N1)

   ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอ เอช1เอ็น1 เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปยังอีกหลายประเทศเชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่ ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก
การแพร่ติดต่อ
เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย ช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน
อาการป่วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะพบอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้


การรักษา
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี
ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก หรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน โดย
  • - รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น
  • - ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็น
  • - พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น หากรับประทานอาหารได้น้อย อาจต้องได้รับวิตามินเสริม
  • - นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี
  • - ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา
การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ
  • - หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
  • - หากต้องดูแลผู้ป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อดูแลเสร็จ ควรรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันที
  • - ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
  • - ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • - หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม
  • - รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา




การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ
  • - หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรลาหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก
  • - พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคลุกคลีกับคนอื่น ๆ
  • - สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่





                                                                                                                สุพล  พันอิน
                                                                                                 จพง.โสตฯ / ก.สุขศึกษา รพ.สุรินทร์

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรงพยาบาลสุรินทร์เตือนประชาชนระวังไข้เลือดออกระบาด


          ดร.นพ.ธงชัย  ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เตือนประชาชนระวังโรคไข้เลือดออกที่กำลังระบาดในช่วงหน้าฝน  แนะประชาชนเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ของยุง โดยเฉพาะภาชนะที่มีน้ำขัง
         
         ดร.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ก็ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในด้านการควบคุมโรคให้เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และได้กำชับว่าหากมีรายงานพบผู้ป่วยแม้เพียงรายเดียว หรือพบข้อมูลต้องสงสัยว่าอาจมีการแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้น ต้องควบคุมโรคให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และให้แต่ละพื้นที่ทำการรณรงค์ให้ประชาชนทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้ชุมชนทุกแห่งจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณยุงลายให้มากที่สุด และทำลายลูกน้ำยุงลาย พ่นสารเคมีฆ่ายุงตัวแก่ภายในบ้านและรอบบ้านผู้ป่วยในรัศมี 100 เมตร และพ่นซ้ำในอีก 7 วัน
            ดร.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์  กล่าวว่า “ไข้เลือดออก” เป็นโรคที่ติดต่อกันได้โดยมียุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด ซึ่งยุงลายจะกัดในเวลากลางวัน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 8-12 วัน ดังนั้นผู้ที่ถูกยุงกัดโดยเฉพาะผู้ใหญ่หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้สงสัยไว้ก่อนว่าป่วยเป็นไข้เลือดออก คือ หลังถูกยุงกัด ประมาณ 5-8 วัน แล้วมีไข้สูงมากๆ ติดต่อกัน 2-7 วัน ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก ไม่ไอและไม่มีน้ำมูกไหลเหมือนไข้หวัด แต่มีผื่นหรือจุดแดงๆ ขึ้นที่ใต้ผิวหนัง หลังไข้ลดลงแล้ว ตัวเย็น รู้สึกเพลียมากๆ เบื่ออาหาร ซึมและคลื่นไส้อาเจียน จะทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคและทำการรักษาทันที ถ้าโรคนี้เป็นในเด็กเล็กผู้ปกครองต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเด็กยังไม่สามารถบอกอาการตัวเองได้ ควรใช้วิธีสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เช่นหลังให้กินยาพาราเซตามอลหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดไข้แล้ว ภายใน 2 วันไข้ยังไม่ลด หรือเด็กร้องกวนมาก ไม่กินนม ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเด็กอาจป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคและรักษาอย่างทันท่วงที และที่สำคัญการให้ยาลดไข้ ต้องใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามใช้ยาแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ซึ่งมีเลือดออกในอวัยวะภายในอยู่แล้ว เนื่องจากแอสไพรินมีคุณสมบัติต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด จะทำให้มีเลือดออกมากขึ้น เลือดหยุดยากและอาจทำให้เสียชีวิตได้




                                                                                                            สุพล  พันอิน
                                                                                              กลุ่มงานสุขศึกษา รพ.สุรินทร์ / ข่าว
                                                                                                                ติดต่อ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรงพยาบาลสุรินทร์ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่เจ้าหน้าที่


         ดร.นพ.ธงชัยตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์  ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทุกสิทธิฟรี ตั้งแต่ 1 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2555 เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์
        โรคไข้หวัดใหญ่ มักระบาดในช่วงหน้าฝนถึงฤดูหนาว ปัจจุบันประชาชนจะมองโรคนี้ว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่สำหรับคนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้น หากป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ แทรกซ้อน จะมีความเสี่ยงต่อชีวิตมาก ซึ่งในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 7-9 แสนราย ในจำนวนนี้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม ต้องรับไว้โรงพยาบาล 12,575 – 75,801 รายต่อปี อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อนอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลปีละ 913 – 2,453 ล้านบาท ดังนั้นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ในปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -14 พฤษภาคม 2555 ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 11,380 ราย ไม่มีเสียชีวิต

            เมื่อประชาชนกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ก็จะลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ คนไข้และญาติก็ไม่ต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่ายมาหาหมอ ไม่ต้องมีการตรวจรักษาหรือจ่ายยา และไม่มีค่าเดินทางมาโรงพยาบาล ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็ลดภาระการรักษาพยาบาลลงได้เช่นกัน ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดในปีนี้ เป็นวัคซีนรวม 3 สายพันธุ์ คือชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1(A H1N1) ชนิดเอ เอช 3 เอ็น 2 (A H3N2) และชนิดบี (B) ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก และวัคซีนยังใช้ได้ผลดี เนื่องจากเชื้อไม่มีปัญหากลายพันธุ์



                                                                                                           สุพล  พันอิน
                                                                                               จพง.โสตฯ ก.สุขศึกษา รพ.สุรินทร์
                                                                                                        ติดต่อ-ฝากข้อความ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรงพยาบาลสุรินทร์จัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก 2555


             วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ดร.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ได้เป็นประธานเปิดงานวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปีนี้โรงพยาบาลสุรินทร์ได้จัดงานขึ้นที่ศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้สูงอายุวัดศาลาลอย สืบเนื่องมาจาก จังหวัดสุรินทร์เป็น 1 ใน 6 จังหวัดที่ได้ รับคัดเลือกให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการเลิกสูบบุหรี่ โดยได้มีการคัดเลือกให้ชุมชนศาลาลอยเป็นชุมชนนำร่องในการดำเนินงานด้านชุมชนปลอดบุหรี่ และได้รับการสนับสนุนจาก "เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่"
           กลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานด้านปลอดบุหรี่ในชุมชน และเป็นเจ้าของคลินิกฟ้าใส ซึ่งเป็นคลินิกที่รับให้คำปรึกษาเรื่องการเลิกสูบบุหรี่ ได้ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ในโรงพยาบาลสุรินทร์ จัดโครงการเครือข่ายสตรี เพื่อชุมชนศาลาลอยปลอดบุหรี่ ภายในงานนั้นได้มีการ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรวมทั้งนักเรียนนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมกันรณรงค์ให้เป็นชุมชนปลอดบุหรี่ และ เสริมสร้างความรู้ให้กับตนเอง เพื่อที่จะเป็นแกนนำในการให้คำปรึกษาเรื่องเลิกบุหรี่แก่ผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการให้ ความรู้จากสหสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่มาร่วมกันออกบูธภายในงานโดยแบ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็น 5 กลุ่ม เข้าฐานแรลลี่ ฐานที่ 1 - เทคนิคการเอาชนะใจตัวเองเพื่อเลิกบุหรี่
             - ศูนย์มะเร็งกับกิจกรรมดีๆ เพื่อลด ละ เลิกบุหรี่
ฐานที่ 2 - ยาและเรื่องที่น่ารู้เพื่อเลิกบุหรี่
             - การใช้สมุนไพรและแพทย์ทางเลือกเพื่อเลิกบุหรี่
ฐานที่ 3 - สุขภาพในช่องปาก
             - การส่งเสริมสุขภาพที่น่ารู้
ฐานที่ 4 - อาหารเพื่อสุขภาพและเพื่อลดการอยากสูบบุหรี่
             - ศูนย์ไตเทียมกับกิจกรรมดีๆ เพื่อลด ละ เลิกบุหรี่
ฐานที่ 5 - สุขภาพหัวใจดี ต้องปราศจากบุหรี่
             - การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เอาชนะบุหรี่


             ดร.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวว่า การติดบุหรี่ คือ การเสพติดคิโคติน โดยนิโคตินมีฤทธิ์เสพติด รุนแรงเท่ากับเฮโรอีน เมื่อสูบนิโคตินเข้าสู่ร่างกายไปถึงสมองอย่างรวดเร็วเพียง 7 วินาทีเท่านั้นมีผลโดยตรงต่อระบบประสาท ทำให้ผู้สูบบุหรี่รู้สึก สุขสบาย ช่วยลดความเครียดความกังวลได้ชั่วขณะ ดั้งนั้น ทำให้ผู้สูบบุหรี่หลงใหลในผลดังกล่าวเป็นอย่างมากและต้องกลับไปสูบบุหรี่ เพื่อให้มีนิโคตินในสมองตลอดเวลา ซึ่งการรณรงค์ในวันนี้มุ่งหวังให้แกนนำเครือข่ายต่างๆและจิตอาสาได้ส่งเสริมเพิ่มจำนวนบ้านปลอดบุหรี่ ในชุมชนและลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ของชุมชนศาลาลอย ซึ่งการจะทำได้สำเร็จต้องกาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการร่วมรณรงค์ ขอเป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมการของโครงการและแกนนำตลอดทั้งจิตอาสาทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
            วันงดสูบบุหรี่โลก ตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) โดยองค์การอนามัยโลก เพื่อให้เห็นถึงอันตรายของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ และผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่ การจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบ และให้รัฐบาล ชุมชน และประชากรโลกตระหนักถึงความสำคัญและเข้าร่วมกิจกรรม
            ปีนี้เป็นปีที่ 24 ของการรณรงค์เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดประเด็นวันงดสูบบุหรี่โลก คือ “การแทรกแซงนโยบายจากอุตสาหกรรมยาสูบ” “Tobacco Interference”             สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนด คำขวัญสำหรับการรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลกว่า “จับตาเฝ้าระวังยับยั้งอุตสาหกรรมยาสูบ” เพื่อให้คนในสังคมร่วมมือช่วยกันเฝ้าระวัง กิจกรรมการสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการเสพติดบุหรี่
            ปัจจุบันมีประเทศที่ดำเนินการควบคุมยาสูบภายใต้อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ (WHO - FCTC) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมยาสูบจึงมีความพยายามที่ขัดขวางการดำเนินงานตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบของประทศต่างๆ โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาด ที่มีความซับซ้อน และมีกลวิธีที่หลากหลาย เพื่อผลสำเร็จในการขัดขวางมาตรการควบคุมยาสูบ ดังเช่น ความพยายามในการขัดขวางมาตรการ ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่อุตสาหกรรมยาสูบใช้กลยุทธ์ในการฟ้องร้องประเทศต่างๆ ที่ดำเนินการตามมาตรการของอนุสัญญาฯโดยอ้างว่าภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ ส่งผลกระทบต่อเครื่องหมายการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายของพวกเขาซึ่งเป็นข้ออ้างที่ถูกตีตกโดยรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกต่างๆทั่วโลก วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ องค์การอนามัยโลกจึงมุ่งหมายให้ประชาชนโลก ได้รู้เท่าทันความพยายามในการขัดขวางมาตรการสำคัญในการควบคุมยาสูบ ภายใต้อนุสัญญาควบคุมยาสูบ โดยดำเนินการตามมาตรา 5.3 ด้วยการให้ประเทศภาคีสมาชิกดำเนินการ “สร้างความตระหนักในปัญหาการแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบที่ส่งผลกระทบต่อการควบคุมยาสูบของประเทศ”











                                                                     สุพล พันอิน / ข่าว
                                                                       ฝากข้อความ / ติดต่อ

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คุณค่างานบริการจิตอาสา



การเป็น "อาสาสมัคร"

ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควรทำทั้งสิ้น คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ หรือ ข้อจำกัด ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ต้องมีจิตใจ เป็น "จิตอาสา" ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคม เท่านั้น
จิตอาสา...ทำไม?
หลายคนมีคำถามกับสังคมว่าทำไมความวุ่นวายของสังคมจึงมากนัก การแข่งขันที่ร้อนแรงในทุกๆด้าน การทำลายสิ่งแวดล้อม การเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส การปล่อยมลพิษสู่สังคม การว่าร้ายเสียดแทง การแก่งแย่งชิงดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มาจากสาเหตุเบื้องต้นคล้ายๆกันคือ ความเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ได้ในส่วนตนเป็นหลัก ใช่หรือไม่

ทำอย่างไรจะลดความเอาแต่ได้ลงบ้าง ตรงกันข้ามกับการเอาเข้ามาใส่ตัวก็คือ " การให้ " แก่คนอื่นออกไป เมื่อคนต่างๆเริ่มมองออกไปสู่ภายนอก แค่นอกจากตัวเองเท่านั้นเอง มองเห็นผู้อื่นอย่างลึกซึ้งแท้จริงมากขึ้น เริ่มเข้าใจมุมมองของคนอื่น เขาต้องการอะไร เขาอยู่ในสภาพไหน เราช่วยอะไรได้บ้าง มองเห็นสังคม เห็นความเป็นไป เห็นแนวทางที่จะช่วยกันลดปัญหา เริ่มให้ เริ่มสละสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เวลา แรงงาน เงิน สิ่งของ อวัยวะหรือแม้กระทั่งสละความเป็นตัวเราของเรา ซึ่งนั่นเป็นหนทางการพัฒนาจิตใจแต่ละคนได้อย่างเป็นรูปธรรม
จิตสาธารณะตรงนี้ที่มองเห็นผู้อื่นเห็นสังคมดังนี้เองที่เราเรียกกันว่า " จิตอาสา " จิตใจที่เห็นผู้อื่นด้วย ไม่เพียงแต่ตัวเราเอง เราอาจจะยื่นมือออกไปทำอะไรให้ได้บ้าง เสียสละอะไรได้บ้าง ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แบบเพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่ผู้เหนือกว่า มีน้ำใจแก่กันและกันไม่นิ่งดูดายแบบที่เรื่องอะไรจะเกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับฉันฉันไม่สนใจ สามารถแสดงออกมาได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการให้รูปแบบต่างๆ ตลอดจนการอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคม
ปัจจุบันได้มีวาระแห่งชาติการให้และอาสาช่วยเหลือสังคมแล้ว เป็นการร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริม " จิตอาสา "ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการปลุกน้ำใจคนไทยให้งอกงามกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาช่วยกันดูแลสังคมไทยร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัว อย่างน้อย มองออกมานอกกรอบของเรื่องตัวเอง ออกมาดูคนอื่น เห็นใจ เข้าใจคนอื่นกันมากขึ้น ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นในสังคมไทย มิใช่เพียงแต่วิจารณ์ ต่อว่าใครหรือคนกลุ่มใดที่ควรรับผิดชอบ แต่ออกมารับผิดชอบ มีส่วนร่วมด้วยกัน
เพียงแค่คนไทยแต่ละคน ลุกขึ้นมาทำความดีกันคนละนิด คนละนิดเดียวเท่านั้น ประเทศชาติของเราน่าจะงดงามขึ้นอีกไม่น้อย เช่น เพียงร่วมกันบริจาคเงินกันเพียงคนละ ๑๐ บาท เราก็จะมีงบประมาณช่วยเหลือสังคมขึ้นมาทันที ๖๐๐-๗๐๐ ล้านบาท ถ้าเราอาสาช่วยเหลือสังคมคนละเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อปี เราก็จะมีถึง ๖๐-๗๐ ล้านชั่วโมงที่คนมาช่วยเหลือกัน เราลองนึกดูกันซิคะว่าสังคมเราจะเป็นอย่างไร ถ้าคนไทยมีจิตอาสากันเต็มแผ่นดิน ความสุขสงบของสังคมคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เรามาช่วยกันสร้าง " จิตอาสา " กันเถอะค่ะ

...จิตอาสา คำนี้จะคุ้นหูพวกเรามากขึ้น ....

...หากแต่เพียงมองรอบตัวท่าน...

...ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม...



ขอบคุณข้อมูลจาก พี่ป๋อง/teetat_bamrungsab@hotmail.com

http://writer.dek-d.com/nana_devil/writer/view.php?id=514436

repost โดย / สุพล พันอิน

ฟังเพลงออนไลน์24ชั่วโมง ขอเพลง CodeRadio

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“วิทยา” ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสุรินทร์






 วิทยา ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสุรินทร์
เผยผู้สูงอายุและญาติ พอใจโครงการทางด่วน 70 ปีไม่มีคิว

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยผู้สูงอายุและญาติ พึงพอใจโครงการ 70 ปีไม่มีคิว  ในระดับดีถึงดีมากถึงร้อยละ 92  เนื่องจากได้พบหมอเร็ว กลับบ้านเร็วกว่าเดิม  เฉลี่ยใช้เวลาบริการเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยพบว่าอัตราการใช้บริการของผู้สูงอายุในแผนกผู้ป่วยนอกและใน สูงกว่ากลุ่มวัยอื่นถึง 2 เท่าตัว

                วันนี้ (22 พฤษภาคม 2555) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์คำรณ ไชยศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขประจำพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง   เดินทางไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์ มอบรถเข็นนั่งให้ผู้พิการ 40 คัน รถโยก 25 คัน และอุปกรณ์เครื่องช่วยสำหรับผู้พิการ 300 ชิ้นให้แก่ผู้พิการ เยี่ยมและมอบของขวัญให้ผู้สูงอายุ 100 ปีขึ้นไปจำนวน 2 คน  จากนั้นเดินทางไปที่หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เพื่อเปิดประชุมสัมมนาพัฒนาศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของจังหวัดสุรินทร์ ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพประชาชนในหมู่บ้าน ในการนี้ ดร.นพ.ธงชัย  ตรีวิบูลย์วณิชย์ ได้มอบพระกริ่งจอมสุรินทร์หน้าตัก 9 นิ้ว ซึ่งเป็นพระที่ประชาชนชาวสุรินทร์เคารพนับถือ ก่อนที่นายวิทยา จะได้เดินทางไปตรวจราชการที่ จังหวัดร้อยเอ็ดต่อไป

นายวิทยากล่าวต่อว่า  นโยบายของรัฐบาลในช่วงระยะเวลา 4 ปีนี้ เน้นการพัฒนาสุขภาพของประชาชนตั้งแต่ตั้งครรภ์ วัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์ วัยบรรลุนิติภาวะ วัยชรา และผู้พิการ และเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้โรงพยาบาลทุกแห่งปรับปรุงอาคารสถานที่ ทั้งห้องน้ำ ทางลาด ที่จอดรถ ให้ผู้สูงอายุและผู้พิการใช้ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  กระทรวงสาธารณสุขจะเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคสมองเสื่อม ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศสำรวจคัดกรองเพื่อให้การดูแลอย่างเหมาะสม

ทางด้าน นายแพทย์คำรณ ไชยศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ข้อมูลจากการวิเคราะห์การให้บริการสุขภาพกับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ของสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพในปี 2553 ภายใต้ 3 กองทุนภาครัฐคือ ประกันสังคม ประกันสุขภาพ และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ พบอัตราการใช้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของผู้สูงอายุ สูงกว่าวัยอื่นๆ โดยมีอัตราการใช้บริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 6.2 ครั้งต่อคนต่อปี อัตราการใช้บริการผู้ป่วยในเฉลี่ย 0.23 ครั้งต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น ๆ 2 เท่าตัว

โรคที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนโรงพยาบาลมากที่สุดคือ โรคระบบการไหลเวียนโลหิตและโรคทางเดินหายใจ คาดการณ์ว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น 3.6 เท่าตัว จาก 63,000 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 220,000 ล้านบาทในปี 2565  จะต้องเร่งพัฒนาระบบบริการและขยายการตรวจคัดกรองความเสี่ยง ในกลุ่มประชาชนตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการป่วย เร่งรัดการจัดระบบบริการฟื้นฟูสุขภาพให้ต่อเนื่องหลังรักษาจนถึงในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ถูกต้อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี 




 

ข่าว / สุพล พันอิน 
 จพง.โสตทัศนศึกษา / รพ.สุรินทร์

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสุรินทร์ จัดงาน “วันพยาบาลสากล ปี 2555”


        


มิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล
   วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ณ บริเวณหน้าห้องตรวจคลินิคโรคระบบทางเดินหายใจ  โรงพยาบาลสุรินทร์ โดย ดร.นพ.ธงชัย  ตรีวิบูลย์วณิชย์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ได้เป็นประธานในการเปิดงาน "วันพยาบาลสากล" เนื่องจากวันที่ 12พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่สภาการพยาบาลระหว่างประเทศกำหนดใหเป็นวันพยาบาลสากล เพื่อระลึกถือมิสฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้ก่อกำหนดวิชาชีพพยาบาล โดยในปีนี้ กำหนดให้จัดกิจกรรมภายใต้หัวข้อ"Closing the gap: From evidence to action" หรือ "พยาบาลสร้างสรรค์บริการ: จากหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การปฏิบัติ"
               ดร.นพ.ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์  กล่าวว่า "วิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่อยู่กับคนไข้ตลอดเวลา และอาชีพพยาบาลนั้นงานค่อนข้างจะหนักมาก  บางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งกับคนไข้บ้าง  แต่ก็ขอให้เราภูมิใจในวิชาชีพของเรา"
             โดยฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสุรินทร์ ในฐานะเป็นองค์กรหนึ่งของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของวิชาชีพในการสร้างสรรค์บริการพยาบาลที่มีคุณภาพ จึงได้จัดงานนี้ขึ้นมาในงานจะมีนิทรรศการเกี่ยวกับสุขภาพ มีโต๊ะตรวจวัดความดัน มีบริการตรวจเจาะวัดรับน้ำตาลในเลือด   โดยมีประชาชนที่มารับบริการ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แล้วยังมีบุคลากรด้านสาธารณสุขมาร่วมงานกว่า 100 คน
            ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์ เพื่อสดุดี และเชิดชูเกียรติ มิสฟรอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้กำกำเนิดวิชาชีพพยาบาล เพื่อให้พยาบาลตระหนักถึงบทบาทสำคัญของวิชาชีพในการสร้างสรรค์บริการโดยการนำหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การปฏิบัติ จัดนิทรรศการ เผยแพร่ผลงานประประชาสัมพันธ์ ให้ผู้รับบริการและประชาชนทั่วไปทราบเกี่ยวกับบทบาทของพยาบาล รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพในระบบบริการสุขภาพในกลุ่มโรคต่างๆ เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนกระบวนการการพัมนาคุณภาพในทุกหน่วยงาน 










สุพล พันอิน / ข่าว/เรียบเรียง